21 Oct

มาทดสอบสมองกัน ว่า คุณใช้สมองซีกซ้าย และซีกขวา แบบไหนมากกว่า?

การที่คนเราใช้สมองนั้น ที่จริงยังลงลึกละเอียดไปอีกว่าเราใช้สมองซีกซ้าย และซีกขวาในการคิด ทำ สิ่งต่างๆ  มาทดสอบสมองกัน ว่า คุณใช้สมองซีกซ้าย หรือซีกขวา ?

แต่น้อยครั้งที่เราจะรู้ว่า เราสามารถใช้สมองทั้ง 2 ซึกได้อย่างสมดุลและเหมาะสมหรือไม่ หรือเป็นคนประเภทที่ใช้สมองด้านใดด้านหนึ่งเป็นหลักในการคิด กระทำ ซึ่งถ้าเราเข้าใจกลไกของร่างกายเราในการตอบสนอง เราก็จะเข้าใจรูปแบบการตอบโต้ของสมองของเราที่ใช้กับสิ่งต่างๆรอบตัวมากขึ้น เพราะการรู้ว่า คุณใช้สมองซีกซ้าย หรือซีกขวา ? ก็เท่ากับคุณรู้ทางของตัวคุณเองในการตอบโต้กับสิ่งรอบตัวชัดเจนขึ้นนั่นเอง

มาลองทดสอบกันดูครับ พยายามทำให้ไวและเป็นธรรมชาติของการตอบโต้ทางสมองเราเองนะครับ เพราะอันนี้เราทำเพื่อรู้จักตัวเองจริงๆ คลิกที่ภาพเพื่อเริ่มเล่นได้เลยครับ

Which side of your brain is more dominant?

ทดสอบการใช้งานสมองซีกซ้าย และซีกขวา

Which side of your brain is more dominant?

อันนี้เป็นของผมครับ เพิ่งทราบเหมือนกันว่าใช้สมอง สองฝั่งได้ใกล้เคียงกันมาก ซึ่งคงอาจเพราะเป็นคนถนัดซ้ายที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช้มือขวา และเป็นคนสายศิลป์ที่ดันไปเรียนวิทยาศาสตร์ (ฮา)  แล้วคุณล่ะครับ เป็นยังไงบ้าง ทดสอบว่า คุณใช้สมองซีกซ้าย หรือซีกขวา ? เสร็จแล้ว ทราบผลเรียบร้อย ก็อย่าลืมกลับมาเล่ากันบ้างนะครับ

คุณใช้สมองซีกซ้าย และซีกขวา ? อย่างไร

สัดส่วนของการใช้สมองซีกซ้ายและซีกขวาของผมครับ

 

“Bridging the gap between strategy
and creativity is key to successful
brand communications.”

 

29 Sep

เที่ยวญี่ปุ่น ฝ่าพายุ ไต้ฝุ่นญี่ปุ่น มานยี่ ไปตะลอนตามรอยการ์ตูนโคนัน และผีน้อยคิทาโร่ ที่ Tottori

วันนี้ข่าว พายุหวู่ติ๊บ กำลังเข้าใกล้เมืองไทย เลยนึกได้ว่าจะเขียนเล่าประสบการณ์ พายุไต้ฝุ่นที่ญี่ปุ่น ที่เพิ่งเจอมา แถมอุตส่าห์ดันเดินทางดั้นด้นไปเจอถึงญี่ปุ่นระหว่างการเดินทาง ตะลอนตามรอยการ์ตูน เรื่อง โคนัน และผีน้อยคิทาโร่ ที่ทตโทริ ในเดือนกันยายน นั่นก็คือ ไต้ฝุ่นที่ญี่ปุ่น ที่ชื่อ มานยี่ ครับ

ตะลอนตามรอยการ์ตูน โคนัน Detective Konan

ตะลอนตามรอยการ์ตูน โคนัน Detective Konan ที่ Hokuei Tottori ทตโทริ เมืองแห่งโคนัน

ตอนนี้ตอนแรกจะให้ชื่อตอนว่า ตะลอนตามรอยการ์ตูน ท่ามกลาง พายุไต้ฝุ่นในญี่ปุ่น Typhoon เพราะไปถึงอีกวันพายุไต้ฝุ่น Typhoon ก็เข้าพอดี ^ ^ แต่คิดว่าน่าจะเขียนแชร์ประสบการณ์ไว้ก่อน เพราะตอนนี้คนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นกันเยอะขึ้น ส่วนเดือนกันยายนก็เป็นเดือนที่มีโอกาสเจอ พายุไต้ฝุ่นที่ญี่ปุ่น เยอะ น่าจะเล่าข้อมูล ที่มีส่วนช่วยในการวางแผนได้เกิดเดินทางแล้วไปเจอพายุไต้ฝุ่น Typhoon เข้าเหมือนกันกับผม

ไต้ฝุ่นมานยี่ถล่มญี่ปุ่น

ไต้ฝุ่นมานยี่ถล่มญี่ปุ่น

เนื่องจากการเดินทาง ตะลอนตามรอยการ์ตูนเที่ยวนี้ มีประสบการณ์หลายอย่าง ที่คิดว่าน่าจะเอามาแชร์ มาเล่าให้เกิดประโยชน์ กับผู้ที่ชื่นชอบเดินทางญี่ปุ่น โดยเฉพาะล่าสุดเมื่อเดินทางไปเก็บข้อมูลคราวนี้ ได้มีประสบการณ์เฉียด พายุไต้ฝุ่นที่ญี่ปุ่น อย่างพายุมานยี ที่ถล่มญี่ปุ่นแบบใกล้ชิดเหตุการณ์ เลยเอามาเล่าสู่กันฟังเผื่อจะได้ศึกษาไว้บ้าง ถ้าหากฉุกเฉินจะได้รู้ว่าควรเตรียมตัวและวางแผนอย่างไร จะว่าไปแล้วนี่จะถือว่าอยู่ในบรรยากาศการตามรอยการ์ตูนแนวภัยพิบัติ อย่างต้องรอด หรืออีกหลายๆเรื่องได้อยู่เหมือนกันนะครับ (ฮา)

ตะลอนตามรอยการ์ตูนต้องรอด ของ อ. ทาคาโอะ ไซโต้ Takao Saito

ตะลอนตามรอยการ์ตูนต้องรอด ของ อ. ทาคาโอะ ไซโต้ Takao Saito

ตะลอนตามรอยการ์ตูน Servival

ตะลอนตามรอยการ์ตูนต้องรอด ของ อ. ทาคาโอะ ไซโต้ Takao Saito

ที่จริงเราต้องยอมรับว่า การเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นในบางช่วงนั้น เราเดาไม่ได้เลยว่าจะมีพายุเข้าหรือไม่ และถ้าระหว่างทางที่เราไปเที่ยวนั้นเกิด พายุไต้ฝุ่นที่ญี่ปุ่น Typhoon ขึ้น เราจะวางแผนจัดการอย่างไรให้เหมาะสมครับ วันที่วางแผนเดินทางเดิมนั้นผมจะไปถึงเย็นวันที่ 14 และพักโซนคันไซ เพื่อเก็บข้อมูลในพื้นที่โอซาก้า osaka เกียวโต Kyoto โกเบ Kobe ทสีรุกะ Tsuruga ราว 3 วัน จนถึงวันที่ 16 แล้วแวะไป ทตโทริ 2 วัน 17-18 ก่อนที่จะย้อนไปโตเกียว เก็บรายละเอียดของโดราเอมอน และการ์ตูน 2-3 เรื่อง อีก 5 วัน

ตะลอนตามรอยการ์ตูน

เส้นทางตะลอนตามรอยการ์ตูน ผ่านการบินไทย TG 622 ถึงเช้าวันที่ 14 กันยายน 2556

ตะลอนตามรอยการ์ตูน

ตะลอนตามรอยการ์ตูน ผ่านการบินไทย TG 622 ถึงเช้าวันที่ 14 กันยายน 2556

ถ้าดูตามแผนการเดินทางแล้วจะเห็นว่าอยู่ในพื้นที่ พายุไต้ฝุ่น พัดผ่านพอดีตั้งแต่วันที่ 16 เช้าเลยทีเดียวครับ แต่โชคดีตรงที่ว่า ผู้เขียนชอบติดตามข่าวพยากรณ์อากาศทุกเช้า ซึ่งที่จริงก็ไม่มีอะไรมากแค่ดูว่าฝนตกไม่ตกช่วงไหนเท่านั้นเอง จะได้วางแผนไปเก็บภาพได้สะดวก เพราะกล้องไม่ถูกกับฝน

ฟ้าตอนเย็นเริ่มครึ้มเล็กๆ เมฆหนาแน่น

ท้องฟ้าเกียวโต ตอนเย็นเริ่มครึ้มเล็กๆ เมฆหนาแน่น

ปรากฏว่าวันที่ 15 ดูสภาพอากาศทางเกียวโตทางที่กำลังพักอยู่ว่าไม่เป็นใจเท่าไหร่ ฝนตก และค่อยๆ ตกหนักขึ้นเรื่อยๆ กฏของผม คือไม่อยู่ในที่ๆ มีฝนตกหนัก ไปเที่ยวเมืองอื่นก่อนดีที่สุด (โโยไม่รู้ว่าเพราะกฏข้อนี้ทำให้รอดพายุไต้ฝุ่นไปอย่างหวุดหวิดในเวลาต่อมา)

เช้าวันที่ 15 เกียวโต ก่อนพายุ มานยี่ เข้า

เช้าวันที่ 15 เกียวโต ก่อนพายุ มานยี่ เข้า

ว่าไม่อยุ่ก็ไปเลยครับ ก็เลยปรับแผน 2 ปรับเส้นทางไปจุดที่ฟ้าใสก่อน นั่นคือทางทตโทริ สลับเส้นทางในแผน สลับวัน แล้วก็ออกเดินทางไปวันนั้นเลย โดยไปทางโอกายาม่า okayama ก่อนที่จะต่อไป โยนาโงะ Yonago และ ซาไกมินาโต้ Sakaiminato ดินแดนแห่ง ผีน้อยคิทาโร่ รวมทั้งเลยไปเก็บข้อมูลของนักสืบน้อยโคนัน 名探偵コナン และเมืองแห่งโคนัน ที่สถานี ยูระ Yura เป้าหมาย คือ The Gosho Aoyama Museum บ้านเกิดของ 青山 剛昌 อ.อาโอยาม่า โกโช Aoyama Gosho 2 (ซึ่ง 2 เรื่องนี้รอติดตามรีวิวอย่างละเอียดที่นี่ ในตอนต่อไปครับ)

ตะลอนตามรอยการ์ตูน ใน ทตโทริ

ตะลอนตามรอยการ์ตูน ใน ทตโทริ Tottori

ซึ่งถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมากๆเพราะระหว่างเดินทาง พายุฝนก็เริ่มมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเดินทางไปถึงโอคายาม่าก็ยังมีฝนตลอดทาง

สภาพอากาศ ก่อนพายุ มานยี่ เข้าญฐี่ปุ่น

สภาพอากาศ ก่อนพายุ มานยี่ เข้าญฐี่ปุ่น

จนกระทั่งตัดขึ้นไปทางทตโทริ ก็เบาลงบ้าง มีแค่ฝนบางๆนิดหน่อย ทำให้เดินเที่ยวเก็บข้อมูลของผีน้อยคิทาโร่ ในวันนั้นได้อย่างราบรื่น หลังจากนั้นพอกลับมาพักที่ โยนาโงะ Yonago ก็เจอ ปลายๆ พายุไต้ฝุ่น แต่ก็ยังค่อนข้างแรงขนาดร่มแทบหลุดจากมือ แต่ว่าพอเข้าที่พักก็สบายๆ ชิวๆมาก ทานอาหารเสร็จก็เปิดช่องข่าวทิ้งไว้ เลยทราบว่า ขณะเดียวกันนั้นพายุไต้ฝุ่น มานหยี่ ที่มีความเร็วลม 162 กม./ชม. พัดขึ้นฝั่งที่เมืองโทโยฮาชิ จังหวัดไอจิ

สภาพอากาศ ตอนพายุ มานยี่ เริ่มเข้าญี่ปุ่น

สภาพอากาศ ตอนพายุ มานยี่ เริ่มเข้าญี่ปุ่น

อิทธิพลของพายุทำให้เกิดฝนตกหนักทั้งในภาคกลางและตะวันตกมากกว่า 500 มิลลิเมตร และสำนักงานอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศเตือนภัยพายุทั้งในจังหวัด ชิงะ เกียวโต และฟุกุอิ ประชาชนเกือบ 5 แสนคนได้รับคำสั่งหรือคำแนะนำให้อพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงในหลายจังหวัด นอกจากนี้ยังมีคำเตือนเสี่ยงเกิดคลื่นสูงเกือบ 10 เมตร นอกชายฝั่งแปซิฟิกตั้งแต่ฝั่งตะวันออกถึงตะวันตกของญี่ปุ่น

สภาพอากาศตอนพายุ มานยี่ เริ่มเข้าญี่ปุ่น

อิทธิพลของพายุทำให้เกิดฝนตกหนักทั้งในภาคกลางและตะวันตกมากกว่า 500 มิลลิเมตร

สภาพอากาศตอนพายุ มานยี่ เริ่มเข้าญี่ปุ่น

สภาพอากาศตอนพายุ มานยี่ เริ่มเข้าญี่ปุ่น

สภาพอากาศตอนพายุ มานยี่ เริ่มเข้าญี่ปุ่น

สภาพอากาศตอนพายุ มานยี่ เริ่มเข้าญี่ปุ่น

นอกจากนั้น พายุยังทำให้สายการบินต้องยกเลิกเที่ยวบินในประเทศรวมกว่า 550 เที่ยว และรถไฟหัวกระสุนสายหลักอย่างโทไกโด ต้องระงับให้บริการบางเที่ยว เนื่องจากกระแสลมแรงเกินระดับมาตรฐานความปลอดภัย

สภาพอากาศตอนพายุ มานยี่ เริ่มเข้าญี่ปุ่น

สภาพอากาศตอนพายุ มานยี่ เริ่มเข้าญี่ปุ่น

สภาพอากาศตอนพายุ มานยี่ เริ่มเข้าญี่ปุ่น

สภาพอากาศตอนพายุ มานยี่ เริ่มเข้าญี่ปุ่น

จุดที่สำคัญที่ผมดูเป็นหลัก ติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ทิศทางของพายุครับ จากรายงานข่าว พายุจะเคลื่อนตัวถึงภาคตะวันออกรวมถึงกรุงโตเกียว และภาคเหนือ ดังนั้นตามแผนวันถัดไปจึงเปลี่ยนตามสถานการณ์ เป็นการเดินเที่ยวทะเลทรายของทตโทริ และพิพิธภัณฑ์ทราย แทน จะเห็นได้ว่าเวลาที่เราจัดแผนเดินทางนั้น จะต้องยืดหยุ่นไว้บ้าง พร้อมรับปรับเปลี่ยนกับการเปลี่ยนแปลงเฉพาะอย่างเช่นภัยพิบัติ ไปจนถึงเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ

ติดตามเส้นทางพายุมานยี่ก่อนวางแผนการเดินทาง

ติดตามเส้นทางพายุมานยี่ก่อนวางแผนการเดินทาง

ติดตามเส้นทางพายุมานยี่ก่อนวางแผนการเดินทาง

ติดตามเส้นทางพายุมานยี่ก่อนวางแผนการเดินทาง

ดังนั้นประเด็นแรกที่อยากให้สนใจเสมอ คือ ถ้ามีเวลาว่างก็ควรจะติดตามข่าวทางทีวีบ้าง เปิดทิ้งไว้ไม่ดูก็ได้ แต่ว่าถ้ามีอะไรฉุกเฉิน เช่น พายุไต้ฝุ่นที่ญี่ปุ่น ทีวีญี่ปุ่นจะแจ้งให้ทราบเร็วมาก เราจะได้วางแผนใหม่ได้ทันท่วงที เช่น ถ้าอยู่ในพื้นที่เสี่ยงก็ควรจะออกจากพื้นที่ทันทีที่มีโอกาส ควรกันไว้ดีกว่าแก้ และไม่ประมาทเป็นดีที่สุด เนื่องจากหากเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บขึ้นมา ค่ารักษาพยาบาลในญี่ปุ่นสำหรับชาวต่างชาติแพงมากๆ (ถ้าซื้อประกันสำหรับนักท่องเที่ยวไว้ก็ถือเป็นทางเลือกหนึ่งนะครับ)

ถ้าติดตามข่าว พายุไต้ฝุ่นที่ญี่ปุ่น และปรับแผนการเดินทางยืดหยุ่นได้ตลอด รับรองว่าคุณจะเดินทางได้อย่างสนุกและปลอดภัยตลอดเส้นทางครับ

ปล.เกร็ดน่ารู้ พายุมานยี่ Man-yi 萬宜 / 万宜 เป็นชื่อที่ ทางฮ่องกง ตั้ง เป็นชื่อช่องแคบ ปัจจุบันใช้เป็นอ่างเก็บน้ำ อยู่ในรายชื่อชุดที่ 2 เสนอโดยสมาชิก (จำนวน 14 ประเทศและดินแดน) ของคณะกรรมาธิการไต้ฝุ่นขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก เป็นพายุลูกที่ 26 ของปีนี้ ส่วนหวู่ติ๊บ เป็นลูกที่ 30 ติดตามรายละเอียดอ่านได้ที่บลอก Trachoo.com ครับ

ปล.2 Tokyo น้ำไม่ท่วม เพราะ “อุโมงค์ยักษ์” ชื่อ “G – Can” ที่ฝังตัวอยู่ใต้กรุง Tokyo, ด้วยการระดมเงินรัฐฯ มูลค่า 3 พันล้านเหรียญ สร้างเป็นห้องเก็บน้ำความสูงเท่าตึก 5 ชั้น ตั้งแต่ปี 1992 หรือ 11 ปีก่อนหน้านี้ สนใจตามไปอ่านที่นี่ครับ Super typhoon in Tokyo

03 Aug

รู้ไหม ชื่อของคุณ มีที่มาจากความรักของพ่อกับแม่ & สุขสันต์วันเกิดของโนบิตะ 7 สค.

เดือนสิงหาคมแล้ว ใกล้ถึงวันเกิดโนบิตะเข้าไปทุกที ครั้งแรกที่ผมอ่านการ์ตูนเรื่องนี้ยังวัยเด็กอยู่เลยครับ พออ่านถึงตอนความผูกพันของคุณพ่อคุณแม่ของโนบิตะที่มีต่อลูก ตอนนั้นไม่เข้าใจเท่าไหร่ เป็นการมองสัมพันธภาพของพ่อแม่แบบมุมมองของเด็ก

วันเกิดของโนบิตะ

ในฉบับหนังสือการ์ตูน Manga โนบิตะถูกกำหนดให้เกิดในปี 1964 (พ.ศ. 2507) ช่วงปีโชวะ มีระบุในตอน “วันที่ผมเกิด” ตีพิมพ์ในปี 1974

 

ปัจจุบันมี ลูกชาย 3 คน แล้ว รับรู้ประสบการณ์ถึง 3 ครั้ง และครั้งนี้เป็นครั้งที่ใกล้วันเกิดมากที่สุด มุมมองของการอ่านใกล้กับความคิดของคุณพ่อมากขึ้นและได้เห็นภาพจาก 2 มุมที่อยากเขียนถึงและเล่าให้ฟังในช่วงที่ลูกคนที่ 3 เกิดพอดี

ธรรมเนียมอย่างนึงของญี่ปุ่นกับไทย (และน่าจะอีกหลายชาติ) เมื่อมีการเกิดก็คือการตั้งชื่อที่มีความหมาย สื่อความคิดของพ่อแม่ลงไปในชื่อเพื่อที่จะทำให้สักวันหนึ่งลูกจะได้รับรู้ ในการ์ตูน โดราเอมอน ตอนที่โนบิตะย้อนเวลากลับไปในวันที่เขาเกิด การที่ลูกได้รับรู้สึกของพ่อแม่ตอนนั้นมันเป็นเรื่องที่ดีมากๆ

ในฉบับหนังสือการ์ตูน Manga โนบิตะถูกกำหนดให้เกิดในปี 1964 (พ.ศ. 2507) ช่วงปีโชวะ มีระบุในตอน “วันที่ผมเกิด” ตีพิมพ์ในปี 1974

ในฉบับหนังสือการ์ตูน Manga โนบิตะถูกกำหนดให้เกิดในปี 1964 (พ.ศ. 2507) ช่วงปีโชวะ มีระบุในตอน “วันที่ผมเกิด” ตีพิมพ์ในปี 1974

การสะท้อนความรัก ความผูกพัน ของครอบครัว ความรักของพ่อแม่ ที่มีต่อลูก ออกมาในการ์ตูน ที่จริงยังมีอีกหลายเรื่องและหลายตอน หลายความคิดและมุมมอง แต่ในเรื่องโดราเอมอน เรื่องราวของ วันเกิดของโนบิตะ เป็นเรื่องที่คอการ์ตูนบ้านเราหลายรุ่น น่าจะรู้จักกันมากที่สุด และหลายตอนของโดราเอมอนก็สื่อถึงความรักความผูกพันในครอบมากๆ ครับ โดยเฉพาะ คุณย่าของ โนบิตะ ซึ่งหลายคนคงจำกันได้ และหล่ายคนคงอาจเคยน้ำตาซึมกันมาแล้ว เพราะปรัชญาที่สำคัญที่แฝงในเรื่องนี้ ที่ผู้เขียนตั้งใจถ่ายทอดออกมา ก็คือ ความเข็มแข็ง ที่สามารถล้มและลุกได้ ไม่ว่าจะล้มสักกี่ครั้ง ผ่าน Sign โดราเอมอน ที่ถูกออกแบบมาจากตุ๊กตาล้มลูกของลูกสาวผู้เขียน (Fujio F. Fujiko) + คาแรคเตอร์ของแมว

 

รวมทั้งการสื่อแนวคิด โดยผ่านคำสอนของคุณย่า และโดยเฉพาะความหมายของชื่อ ใน วันทืี่คุณพ่อตั้งชื่อลูกว่า โนบิตะ ซึ่งมันยิ่งใหญ่มาก

โนบิตะ แปลว่าเติบโตอย่างเข้มแข็ง

จงทำตัวแบบตุ๊กตาล้มลูก เพราะไม่ว่าจะล้มกี่ครั้ง ก็จะลุกขึ้นมาได้ใหม่ได้อย่างเข็มแข็งเสมอ

หลายครั้ง เราจะพบว่า การ์ตูน ได้ทำหน้าที่ ถ่ายทอดความคิด วัฒนธรรมและความสุข ออกมาอย่างอบอุ่น ตัวอย่างง่ายๆ เหมือนอย่างที่ผมเล่าข้างต้น ทั้งเป้นการจากมุมมองของชาติหนึ่งสู่อีกชาติหนึ่ง ระหว่างไทย กับญี่ปุ่น มาถึงผู้อ่านที่ได้รับรู้ถึงความคิด และวัฒนธรรมดีดีจากญี่ปุ่น อย่างเช่น ตุ๊กตาล้มลูกที่มีควรามหมายดีดี

baby_IMG_3251 baby_IMG_3252 baby_IMG_3255
baby_IMG_3256

(และนี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าประทับใจไม่รู้คลาย ทั้งในความคลาสสิค ทั้งแง่มุม ปรัชญาความคิด ที่สื่อสารสู่ผู้อ่าน ผ่านช่องทางการรับสารที่เรียกว่า การ์ตูน ซึ่งไม่ใช่เรื่องไร้สาระ และไม่ใช่แค่เรื่องสำหรับเด็ก แต่ทำหน้าที่เป็นสื่อในการส่งสาร ความคิด ความรู้ ศิลปะวัฒนธรรม ไม่ต่างจากสื่อแขนงอื่น)

ผมหวนหาความรู้สึกของการตั้งชื่อ และความรู้สึกของโนบิตะที่ได้รับรู้ที่มาของความรู้สึก ความคิดและความตั้งใจของพ่อแม่ แล้วก็ตั้งใจตั้งชื่อลูกมากๆ เหมือนที่คุณพ่อโนบิตะ ตั้งชื่อให้ลูกของเขา และก็อยากบอกคุณในมุมกลับว่าชื่อของ คุณ ทุกคน ล้วนมีที่มา มีคนตั้ง มีความรัก มีความตั้งใจที่ถูกถ่ายทอดผ่านชื่อนั้น ที่เป็นชื่อของคุณในวันที่คุณเกิด

baby_IMG_3211

ความรักตรงนั้น คุณคงรู้สึกได้ ถ้ามีใครสะกิดให้คิด และเป็นความรักใกล้ตัวที่อยู่ใกล้คุณมาตลอดทั้งชีวิต ตลอดเวลาที่คุณใช้ชื่อนี้

หลับตานิ่งๆ รับรู้ถึงความรักนั้น ไปพร้อมๆกัน..
สุขสันต์วันเกิด โนบิตะ และ สุขสันต์วันเกิดทุกคนครับ
คุณจำได้ไหมว่า ชื่อของคุณ คือ ที่มาจากความรักของพ่อกับแม่ ความหมายและความตั้งใจตรงนั้น
ความรู้สึกตรงนั้นยังอยู่กับคุณไหม ?

สุขสันต์วันแม่ และ สุขสันต์วันพ่อ ของคุณ ล่วงหน้า และอย่าลืมส่งความรักกลับไปให้ท่านได้รับรู้ทุกครั้งที่มีโอกาสครับ

สุขสันต์วันเกิดโนบิตะ

รู้ไหมว่า ชื่อของคุณ คือที่มาจากความรักของพ่อกับแม่ สุขสันต์วันเกิดโนบิตะ 7 สค.

 

 

 

20 Jul

แชร์ประสบการณ์ Narita Express (NEX) จากสนามบินเข้าโตเกียว อิเคบุคุโระ

ปัจจุบันจากสนามบิน นาริตะ เรามีเส้นทางเข้าเมืองให้เลือกค่อนข้างเยอะนะครับตอนนี้ ใครที่จองที่พักโรงแรมหลักๆ ที่ Airport Limousine Bus ผ่าน สะดวกมาก เพราะเส้นทางรถมีไปส่งถึงหน้าโรงแรมเลย

แต่รอบนี้ไปเซอร์เวย์ เส้นทาง ตะลอนตามรอยการ์ตูน ครับ จุดหมายแรกคือไปที่  Tokiwa So และ Nerima ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์การ์ตูนยุคของ นักเขียนเลือดใหม่ ในยุค 1954 ซึ่งประกอบไปด้วยนักเขียนในตำนาน อย่าง Testsuka Osamu ,Fujio Fujiko ,Ishinomori Shotaro ฯลฯ

ผมดูจากจุดที่เดินทางจะต้องเดินสำรวจในละแวก เมืองเนริมะ และโทกิวะ โซ ซึ่งเป็นพื้นที่แรกที่จะเริ่มต้นเก็บข้อมูลแล้ว จุดที่พักที่สะดวกน่าจะเป็นที่ โทชิม่า อิเคบุคุโระ ก็เลยเลือกพักที่ Sakura Hotel ที่ Ikebukuro ครับ (ที่นี่เข้าออกได้ตลอด 24 ชม.) และวันที่ 1 กค. โโยสายการบินไทย เที่ยวเช้ามาถึงบ่าย กว่าจะออกมา ถ่ายเก็บข้อมูล ผ่าน ตม.ออกมา ในทรปเข้าเมืองไม่ใช้วีซ่า ก็เย็นแล้ว ถ้าไม่รีบเข้าเมืองก็จะอดเดินเที่ยวคืนแรก ก็เลยตัดสินใจเลือก Narita Express (NEX) จากสนามบินเข้า สถานีอิเคบุคุโระ โดยตรง ต่อเดียวถึง (ไม่ยุ่งยากต่อรถ) ออกจากสถานีก็เดินเข้าโรงแรมได้เลย

Narita Express

เส้นทางสีแดง คือ Narita Express ครับ

นาริตะเอ็กเพรส (NEX) ในช่วงค่ำ ๆ ยังมีแยกขบวนอีกที วิ่งไปสุดทางแถว ทาคะโอะ หรือ โอมิยะ ด้วยนะครับ (สังเกตที่เส้นสีแดงในภาพแรก จะมีเส้นแยกอันเล็กๆ) อันนี้คือข้อดี ของการเดินทางของ Narita Express (NEX) ที่รองรับการไปสุดทางหลายจุด เวลาเราซื้อตั๋ว พนง.เค้าจัดให้เรียบร้อยแล้วนะครับ อย่าไปอยู่ผิดตู้แล้วกัน (ฮา) อย่างผม ได้ตั๋วที่ตู้ 11 แต่แอบไปถ่ายที่ตู้ 12 ก่อนเพราะตู้ 12 ว่างมากไม่มีคน แล้วค่อยกลับมานั่งที่ ตู้ 11 ครับ 555

กลับมาที่ราคาตั๋ว นาริตะเอ็กเพรส (NEX) นี่ ราวสามพันกว่าเยนครับ ถ้าดุ่ย ๆ ไปซื้อที่เคาเตอร์เลยไม่ได้ซื้อ JR Pass (ได้นั่งฟรี) หรือไม่ได้ซื้อตั๋ว N’EX Package ก็ต้องควักจ่ายกันขั้นต่ำที่ 3,110 เยน แต่ข้อดีสำหรับผมคือใช้เวลานั่งไม่นานประมาณชั่วโมงนึงก็ถึงแล้ว ต่อเดียวถึง และได้มีเวลาเดินเที่ยวยามค่ำแถมอีกหน่อย

000IMG_1022

จากจุดที่เราซื้อตั๋ว จากสนามบิน เราเดินลงไปที่สถานีรถไฟฟ้า JR อยู่ฝั่งขวามือ ลงไปสาย  สาย นาริตะเอ็กเพรส (NEX) ก็จะอยู่ทางขวามือครับ

ลงไปจากสนามบิน ถึงสถานีด้านล่าง สาย นาริตะเอ็กเพรส (NEX) อยู่ฝั่งซ้ายมือ

ลงไปจากสนามบิน ถึงสถานีด้านล่าง สาย นาริตะเอ็กเพรส (NEX) อยู่ฝั่งขวามือ

N’EX

N’EX มีที่นั่งให้เลือก 2 แบบ คือ ตู้ธรรมดา เบาะหุ้มผ้าดำขอบแดง กับ Green Car (ที่นั่งชั้น 1) เบาะหนังแท้สีดำ ครับ ราคาต่างกันอีกพันเยน ภาพนี้คือ ตู้ธธรรมดาครับ

N’EX มีที่นั่งให้เลือก 2 แบบ คือ ตู้ธรรมดา เบาะหุ้มผ้าดำขอบแดง กับ Green Car (ที่นั่งชั้น 1) เบาะหนังแท้สีดำ ครับ ราคาต่างกันอีกพันเยน

N’EX มีที่นั่งให้เลือก 2 แบบ คือ ตู้ธรรมดา เบาะหุ้มผ้าดำขอบแดง กับ Green Car (ที่นั่งชั้น 1) เบาะหนังแท้สีดำ ครับ ราคาต่างกันอีกพันเยน ภาพนี้คือ ตู้ Green Car ครับ ที่นั่งเบาะหนัง ต่างกันแค่นี้แหละ

จุดสังเกตที่น่าสนใจ และข้อดี

1. มีที่วางกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ด้านท้ายโบกี้ พร้อมสายกุญแจตั้งลอครหัสตัวเลข คล้องเก็บกระเป๋าได้ พร้อมมีกล้องวงจรปิดไว้ตรงที่วางกระเป๋าเดินทางตรวจสอบและป้องกันมิจฉาชีพแอบมาเปิดกระเป๋าผู้โดยสาร

Narita Express

มีที่วางกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ด้านท้ายโบกี้ พร้อมสายกุญแจตั้งลอครหัสตัวเลข คล้องเก็บกระเป๋าได้ พร้อมมีกล้องวงจรปิดไว้ตรงที่วางกระเป๋าเดินทางตรวจสอบและป้องกันมิจฉาชีพแอบมาเปิดกระเป๋าผู้โดยสาร

Narita Express

มีที่วางกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ด้านท้ายโบกี้ พร้อมสายกุญแจตั้งลอครหัสตัวเลข คล้องเก็บกระเป๋าได้ พร้อมมีกล้องวงจรปิดไว้ตรงที่วางกระเป๋าเดินทางตรวจสอบและป้องกันมิจฉาชีพแอบมาเปิดกระเป๋าผู้โดยสาร

2. ใต้เบาะ มีพื้นที่ไว้ให้สามารถวางกระเป๋าได้สะดวกขึ้น เอาใบใหญ่ไปใส่ที่ลอคไว้ แล้วเอาใบเล็กมาไว้ใต้ที่นั่งสะดวก

 

N’EX มีที่นั่งให้เลือก 2 แบบ คือ ตู้ธรรมดา เบาะหุ้มผ้าดำขอบแดง กับ Green Car (ที่นั่งชั้น 1) เบาะหนังแท้สีดำ ครับ ราคาต่างกันอีกพันเยน

N’EX มีที่นั่งให้เลือก 2 แบบ คือ ตู้ธรรมดา เบาะหุ้มผ้าดำขอบแดง กับ Green Car (ที่นั่งชั้น 1) เบาะหนังแท้สีดำ ครับ ราคาต่างกันอีกพันเยน

3. ระยะห่างระหว่างเบาะแต่ละแถว 102 ซม. ในตู้ธรรมดา และ 116 ซม. สำหรับตู้ Green Cars (ตู้นั่งชั้น 1) ทำให้นั่งสบายขยับลุกนั่งสะดวก ไม่อึดอัด โดยเฉพาะคนตัวโตๆ 555

4. มีปลั๊กไฟให้เสียบชาร์ตอุปกรณ์ไฟฟ้าระหว่างการเดินทาง ข้างเบาะนั่ง (ไฟ 110 V ปลั๊กหัวแบน

naritaexpressIMG_5379-025

5. มีจอ LCD จอใหญ่ยักษ์อยู่บนเพดานห้องโดยสาร แสดงข้อมูลการเดินรถ 4 ภาษา ญี่ปุ่น อังกฤษ จีน เกาหลี พร้อมรายงานสภาวะอากาศ อและข้อมูลที่เป็นประโยชน์ + โฆษณา

naritaexpressIMG_5390-014

naritaexpressIMG_5380-009

6. ระบบช่วงล่างและระบบรองรับแรงสั่นสะเทือนระหว่างตู้โบกี้ วิ่งนิ่งเรียบไร้แรงสะเทือนรุนแรงรบกวน นิ่มนวลชวนนอน สบายเรียบนิ่งตลอดเส้นทาง พร้อมโครงสร้างภายในห้องโดยสารถูกออกแบบป้องกันเสียงรบกวนจนเงียบ(เกือบสนิท)

naritaexpressIMG_5382-010

สุดท้ายที่ประทับใจคงเป็นเรื่องของ การออกแบบปรับระดับความสูงของพื้นทางเดินตรงประตูรถเพิ่มอีก 5 ซม. ให้ใกล้เคียงกับความสูงของชานชลา คนพิการใช้รถเข็นสามารถขึ้นโบกี้ได้สะดวก แถมมีห้องน้ำสำหรับผู้พิการนั่งรถเข็นด้วย สุดยอดๆ

สุดท้ายที่ประทับใจคงเป็นเรื่องของ การออกแบบปรับระดับความสูงของพื้นทางเดินตรงประตูรถเพิ่มอีก 5 ซม. ให้ใกล้เคียงกับความสูงของชานชลา คนพิการใช้รถเข็นสามารถขึ้นโบกี้ได้สะดวก แถมมีห้องน้ำสำหรับผู้พิการนั่งรถเข็นด้วย สุดยอดๆ

สุดท้ายที่ประทับใจคงเป็นเรื่องของ การออกแบบปรับระดับความสูงของพื้นทางเดินตรงประตูรถเพิ่มอีก 5 ซม. ให้ใกล้เคียงกับความสูงของชานชลา คนพิการใช้รถเข็นสามารถขึ้นโบกี้ได้สะดวก แถมมีห้องน้ำสำหรับผู้พิการนั่งรถเข็นด้วย สุดยอดๆ

naritaexpressIMG_5396-034naritaexpressIMG_5372-019naritaexpressIMG_5370-021naritaexpressIMG_5368-006

naritaexpressIMG_5410-045

เกร็ดน่ารู้ที่สำคัญมากๆ สำหรับการซื้อ N’EX Package สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

เราซื้อ N’EX Package ในราคา 3,500 เยน สำหรับตู้ปกติ และ 5,000 เยน สำหรับ Green Car
จะได้บัตรนั่ง N’EX เข้าเมือง 1 เที่ยว จากสนามบินไปลงสถานีไหนก็ได้ ตั้งแต่ โตเกียว ชินจุกุ ชิบุย่า หรือ อิเคะบุคุโระ และในราคานี้ เราจะได้แถมบัตร Suica มูลค่า 2,000 เยน มาให้ 1 ใบ

พิเศษกว่านั้นคือ N’EX Package แบบ 2 เที่ยว นั่งไป-กลับ ให้ด้วย ในราคาสุดคุ้มที่ 5,500 เยนสำหรับตู้ปกติ และ 8,000 เยน สำหรับตู้ Green Car ตกแล้วราคาค่าตั๋ว N’EX จากราคาปกติไปกลับร่วม 6 พันกว่านเยน จะเหลือแค่เที่ยวละ 1,750 เยนทุกเส้นทาง คุ้มสุดๆครับ

N’EX Package จะมีขายเฉพาะที่ Travel Service Center และ เคาเตอร์ขายตั๋วของ JR East ที่ชั้นใต้ดินของสถานีรถไฟของสนามบินนาริตะทั้ง 2 แห่งเท่านั้นนะครับ ไม่มีขายที่สถานีอื่น

Suica N'EX   Narita Express

http://www.jreast.co.jp/e/nex/suica_nex.html

ถึงอิเคบุคุโร่แล้ว ขอเอากระเป๋าไปเก็บ และเดินเที่ยว อิเคบุคุโระยามค่ำคืนก่อนนะครับ

naritaexpressIMG_5407-039 naritaexpressIMG_5408-043

naritaexpressIMG_5416-051

naritaexpressIMG_5415-050 naritaexpressIMG_5414-049 naritaexpressIMG_5413-048 naritaexpressIMG_5412-047

 
ที่พักของค่ำคืนนี้ครับ โรงแรม Sakura Hotel คืนนี้ ตามข้างล่างนี้


 

16 Jul

Keiji Salmon แซลมอนมายาในตำนาน ที่ HonMono

Keiji Salmon เคจิแซลมอน แซลมอนมายาในตำนาน

Keiji‬ salmon

Keiji‬ salmon มีรสชาติดีมีความพิเศษเฉพาะตัว + ความหาทานยากระดับแรร์ไอเทม ทำให้กลายเป็นปลาแซลมอนในตำนานที่หลายๆคนมีเงินก็ยังหาซื้อมาทานไม่ได้ง่ายๆ

ตะลอนกิน รอบนี้ แวะไปเยี่ยมเชฟบุญธรรม ถึง Honmono Sushi ไปติดตามเรื่อง เคจิแซลมอน หรือปลาแซลมอนมายา แซลมอนในตำนานที่แม้คนญี่ปุ่นเองใช่ว่าจะได้ทานทุกคน และนานๆ ทีจะจับได้ตัวนึงและหาทานได้ยากสุดๆ ระดับ 1 ในพัน หรือ 1 ในหมื่นตัวครับ รายละเอียดของเมจิกะ หรือ Keiji Salmon เคจิแซลมอน‬ อยู่ข้างล่างนี้ครับ เมจิกะ หรือ Keiji Salmon

เคจิแซลมอน

Keiji salmon

‪#‎เคจิแซลมอน‬ ‪#‎KeijiSalmon‬ นี่ว่ากันว่าเคี้ยวนานๆ จะมีกลิ่นหอมขึ้นมาจนรู้สึกสัมผัสได้ในเนื้อปลา และที่หาทานยากเพราะนานๆทีจะมีหลุดมา เป็นปลาแซลมอนวัยหนุ่มที่ว่ายตามฝูงใหญ่ที่จะไปผสมพันธ์กัน โดยเดินทางผ่านทะเลโอค็อตสค์ของรัสเซียที่อุดมสมบูรณ์ก่อนที่จะมาถึงและขึ้นฝั่งที่ญี่ปุ่น ณ ลำธารถิ่นเกิด

การที่ เมจิกะ หรือ Keiji Salmon เคจิแซลมอน‬ มีรสชาติดีมีความพิเศษเฉพาะตัว + ความหาทานยากระดับ Rare item ทำให้กลายเป็นปลาแซลมอนในตำนานที่หลายๆคนมีเงินก็ยังหาซื้อมาทานไม่ได้ง่ายๆ เพราะนิยมเอาไปเป็นของขวัญ ของฝากผู้ใหญ่ระดับพิเศษๆ มากๆ ความต้องการสูงแต่จำนวนที่จับได้มีน้อยมากๆ ในแต่ละปี จึงเรียกกันว่า #‎แซลมอนมายา‬ เมจิกะ หรือ Keiji Salmon เคจิแซลมอน‬ ในตำนาน ที่หลายคนเคยได้ยินชื่อ แต่ไม่เคยเห็นตัว ไม่เคยสัมผัส และไม่เคยได้ทานง่ายๆ

4Honmono_IMG_0832

ที่สำคัญ ปลา Keiji salmon แซลมอนแต่ละตัวจะมีใบรับรองจากทางญี่ปุ่น พร้อมกับรหัส พูดง่ายๆว่าปลาแซลมอนประเภทนี้ จะมีการจดทะเบียนเคจิแซลมอน พร้อมใบรับรองระบุรหัสทุกตัวตามลำดับครับ ส่วนราคา เคจิแซลมอน กิโลกรัมละ 15,600 บาท หนึ่งตัวหนักประมาณ1.3 – 1.6 กก.

ที่สำคัญคือไม่ใช่ว่าใครนึกจะสั่งก็สั่งได้ เพราะฉะนั้นการที่ทาง Honmono Sushi เอามาโชว์เที่ยวนี้ ทำให้ผมทึ่งมากๆในศักยภาพของ Connection ที่นี่

4Honmono_IMG_5180

บางคนไปถึงที่ญี่ปุ่น อยากกินยังไม่ได้กิน กลับกลายมาได้กิน แซลมอนในตำนาน กันที่เมืองไทย แหม่..ๆ ผมเลยขอร้องเชฟบุญธรรม ช่วยสั่งไว้อีกตัว ไว้เป็นรางวัลพิเศษในโอกาสพิเศษสำหรับสมาชิกเพจ ตะลอนกิน ไว้แล้วครับ ถ้าโชคดีได้มาเมื่อไหร่ มีปาร์ตี้ใหญ่แน่นอน

อย่างตัวนี้ คือรหัส 13323 ครับ ‪#‎ตะลอนกิน‬ ‪#‎Homono‬

ปล.1 ทริป ตะลอนกิน ทริปนี้ เชฟบุญธรรมให้เกียรติมาดูแลและต้อนรับด้วยตัวเองอย่างไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย ต้องขอกล่าวคำขอบคุณแรงๆ ด้วยความซาบซึ้งในมิตรภาพที่มอบให้กับทางตะลอนกินอย่างสุดซึ้งครับ

4Honmono_IMG_5173
ปล.2 ใครที่เคยอ่านการ์ตูนไอ้หนุ่มซูชิ น่าจะจำได้ว่าเคยมีเอาเรื่องนี้มาเล่า ในตอนนั้นเรียกว่า เมจิกะ เป็นการเล่นพ้องคำเรียกชื่อปลา และโยงเข้าหาเรื่องของปลาแซลมอนในตำนานชนิดนี้ครับ

ปล.3 ใครที่อยากเห็นสุดยอดปลาทูน่าที่ญี่ปุ่นเรียกว่า Hon-Maguro 本鮪 ที่ได้ชื่อว่าคือสุดยอดรสชาติความอร่อยที่สุดในหมู่ปลาทูน่าด้วยกัน และหายากมากๆ ในทะเลญี่ปุ่น จนกระทั่งญี่ปุ่นเองก็ต้องนำเข้าจากทาง เสปน ปีหน้าครบรอบวันเกิดร้านของ Hon Mono จะฉลองด้วยการนำ  Hon-Maguro 本鮪 ของแท้ราคาตัวละ 2 ล้าน นำเข้ามาให้ได้ทดลองชิมว่าสุดยอดโอโทโร่เต็มๆทั้งตัว หน้าตาเป็นยังไง และรสชาติเป็นยังไง เตรียมตัวเตรียมใจกับแมทช์สำคัญแมทช์นี้ในปีหน้าครับ
 Hon-Maguro 本鮪สุดท้ายนี้เอาเมนูอาหารมาฝากด้วยครับ เดี๋ยวเหมือนจะขาดอะไรไปสักอย่าง เชิญชมครับ

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6.

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

หอยเต็มๆ คำ อันนี้ชอบมาก

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

โอโทโร่สีชมพูสวย น่าทานแบบนี้ เห็นริ้วไขมันแทรกเนื้อชัดเจนถึงความนุ่มจริงๆครับ

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

ปลาแซลมอนคำโตๆ เต็มคำสุดๆ

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

ปลาฮามาจิ ตัวโตๆ เอามาหั่นคำโตๆ

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

ปลาฮามาจิ ตัวโตๆ หั่นคำโตๆ

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

 

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

4Honmono_IMG_5124 4Honmono_IMG_5125 4Honmono_IMG_5126

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

คำนี้น่าจะเป็นคำโปรดของหลายคน

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

จริงๆถ้าบอกตามตรง ฟัวกราซูชิผมเฉยๆนะ เดิมซูชิดั้งเดิมมันไม่มีหรอกเพิ่งมาเพิ่มทีหลัง แต่ถามว่าอร่อยไหม ก็อร่อยครับ 555

Honmono City Viva นราธิวาส ซอย 6

ซูชิคำนี้โดนครับ ส่วนตัวไม่ค่อยชอบซูชิฟิวชั่น แค่คำนี้โดนทีเดียว

 

 

14 Jul

White Spaces ของดี ของฟรี ที่เราอาจไม่มีโอกาสได้ใช้งาน

White Spaces ของดี ของฟรีที่เราอาจไม่มีโอกาสได้ใช้งาน

“White Spaces คือ The Unused Spectrums คลื่นความถี่สีขาว คลื่นความถี่ที่ไม่ได้ถูกจัดสรรค์ให้ใช้งาน”

TV-White-Spaces 26386201

คลื่น “White Spaces” คืออะไร ลองนึกถึง เวลาเราเปิดทีวีขึ้นมาจอภาพจะมีหลายสีมากมายเป็นแท่งๆ (color bar) แท่งสีพวกนี้ คือ คลื่นความถี่ (Spectrums) และถ้าขยายขึ้นมาอีกในระหว่างแท่งสีเหล่านั้น จริงๆ แล้วยังมีพื้นที่ของแท่งและเส้นสีขาวที่ยังไม่ได้ใช้งานอยู่ ณ ตรงสีขาวนั้นเราเรียกว่า White Spaces คลื่นความถี่ที่ไม่ได้ถูกจัดสรรค์ให้ใช้งาน

ที่มี White Spaces อยู่เยอะเพราะในอดีต เราใช้วิธีส่งสัญญาณแบบ Analog ซึ่งต้องเว้นช่วงห่างระหว่างคลื่นที่ถูกใช้งานไว้ช่วงนึงเลย เพื่อป้องกันไม่ให้เวลาแพร่ภาพ หรือกระจายเสียงแล้วเกิดการรบกวนกัน

ตัวอย่างง่ายๆ คือ การจูนหาช่องวิทยุแล้วมีอีกช่องแทรกมา White Spaces หรือช่วงว่างในสมัยก่อนทำหน้าที่กันการรบกวน

แต่ปัจจุบันเราใช้ระบบดิจิทัล ซึ่งไม่มีความจำเป็นต้องใช้คลื่น White Spaces เพื่อเป็นตัวกันการรบกวนระหว่างช่องอีกต่อไปแล้ว

ก็เลยกลับกลายเป็นว่าที่จริงเรามี White Spaces ที่สามารถเอามาใช้งานให้เกิดประโยชน์ได้มากมาย

ปัจจุบัน ก็มีหลายหน่วยงานเช่น Google มหาวิทยาลัย Cambridge บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft รัฐบาลสหรัฐ รัฐบาลสิงคโปร์ และอีกหลายบริษัทและอีกหลายหน่วยงานรวมตัวกันคิดค้นเทคโนโลยีระดับสูงเพื่อหาทางนำคลื่น White Spaces มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

TV white spaces broadband trial  good news for SA

สิ่งสำคัญก็คือ White Spaces มันก็คือ Super Wifi ที่สุดยอดฉลาด เพราะมันสามารถวิ่งหาคลื่นของมันเองไม่ว่าจะเป็นบนความถี่ 2.1 หรือ 2.4 หรือ 2.5 GHZ และอีกนับไม่ถ้วน แถมเร็วและแรงมากๆ ตัว Router ก็ไม่ต้องใช้ ตัว Fibre Optic ก็ไม่จำเป็น

whitespacemain

สมมุติภาพง่ายๆ คุณมี Webcam กับเครื่อง Laptop ที่มีเทคโนโลยี White Spaces คุณแค่เอา Webcam ไปตั้งสนามบอลโลกโดยไม่ต้องเดินสาย ไม่ต้องเชื่อมเราเตอร์ ระบบนี้ก็สามารถ Live Broadcast ได้สดๆ อัตโนมัติและไม้ต้องใช้พวก Data Package กันให้เปลืองเงินเลย

ตรงลงท้ายนี่แหละ ที่จะไม่ได้ใช้ เพราะถ้าใช้เทคโนโลยีนี้กันได้ฟรี ไม่มี cost ลงทุน บริษัทเทเลคอมเจ๊งแน่นอน

TV white spaces broadband trial  good news for SA (1)

ดังนั้นตอนนี้คนที่ได้ใช้ก็คือทางแอฟริกาครับ ทางกูเกิ้ลไปทดลองทำตั้งแต่มีนาคม 2013 และประสบความสำเร็จเรียบร้อย ‪#‎ตะลอนทีวี‬ ‪#‎น่าคิด‬ ‪#‎ข่าวสาร‬

 

 

10 Jul

วันนี้เอาเกร็ดน่ารู้เชิงวิทยาศาสตร์มาฝากกัน หลังจากมีกระแสความสับสนเรื่องข้าวเกิดขึ้น เรื่องข้าวปนเปื้อนเมทิลโบรไมด์ ที่ฟังดูอลังการน่ากลัว มาสู่ข้อมูลน่ารู้กันบ้างครับ เอาเป็นความรู้บ้านๆ จากผมที่แชร์กันในฐานะคนใกล้ข้าว และเคยเรียนเคมีมาบ้าง แชร์เพื่อนๆ อ่านกันให้พอมีความรู้ ระหว่างช่วงเวลากระแสข้าวที่สับสนตอนนี้ครับ

ข้าวปนเปื้อนเมทิลโบรไมด์ ทำยังไง

ข้าวปนเปื้อนเมทิลโบรไมด์ ทำยังไง

ข้อเท็จจริงเรื่องนึง คือ เมทิลโบรไมด์ นี่ทีจริงแล้วเป็นสารเคมีที่นำมาใช้ในการรมควันผลิตผลทางการเกษตรทั่วโลก โดยปริมาณการใช้ตามที่ต่างๆ ในโลกตามข้อมูล NaBr, Science Lab Material Safety Data Sheet (MSDS) – 2012 คือ USA 43% EU 24% Asia 24%

สารชนิดนี้ใช้ในการรมผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรทั่วโลกมานานกว่า 95 ปีแล้ว ไม่ใช่สารใหม่ที่เพิ่งนำมาใช้ หรือโลกเพิ่งรู้จักและบ้านเราดันสุ่มสี่สุ่มห้าเอามาใช้แต่อย่างใดครับ เหตุผลที่นำมาใช้เพราะเมทิลโบรไมด์มีจุดเดือดต่ำ ที่ 3.54 oC หลังจากเอามารมควัน พวกมอด แมลง ตาย เมทิลโบรไมด์ก็ระเหิดไป เพราะตามปกติเมทิลโบรไมด์มีสภาวะเป็นก๊าซ เจออุณหภูมิสูงแบบบ้านเราในที่อากาศโปร่ง ก็จะระเหิดไป (ลองนึกนึกถึงลูกเหม็นที่ใช้ตามบ้าน ที่มันระเหิดไปตามเวลา) เพราะฉะนั้นถ้ารมควันเสร็จแล้วปล่อยให้ระเหิดไปตามกำหนดเวลาก็จะเป็นเรื่องปกติ พอพบว่ามีมอดแมลงอีก ก็ค่อยรมควันกันใหม่เป็นคราวๆไป (ที่ต้องเอารมใหม่เพราะสารมันระเหิดไปหมดแล้ว มอดแมลงก็มาใหม่ได้ ก็จะต้องรมควันกันเป็นคราวๆไป)

คุณสมบัติเรื่องนี้ถือเป็นจุดเด่น ที่ทำให้ทั่วโลกเลือกใช้เมทิลโบรไมด์เป็นสารรมควัน (fumigant)
สำหรับผลิตผลทางการเกษตร มาเกือบร้อยปี (ตอนนี้มีฟอสฟีนอีกตัว ที่กำลังจะเปลี่ยนไปใช้ เพราะ methyl bromide มีผลต่อโอโซน)

ความเป็นสารพิษนั้นที่ต้องระวังกันจริงๆ คือ ผู็ที่เก็บสารนี้ และผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการรมควัน เพราะต้องนำเมทิลโบรไมด์มาใช้ในสภาพแวดล้อมปิด ซึ่งมีความเข้มข้นของเมทิลโบรไมด์สูงในระดับอันตราย ส่วนการตกค้างที่เกิดขึ้นได้ คือ ถ้ารมควันเสร็จแล้วรีบเก็บบรรจุในสภาวะปิด เช่น ในถุงพลาสติก แทนที่จะรอให้ระยะเวลาผ่านไปตามที่กำหนด
จัดการชีวิตอย่างไรท่ามกลางเมทิลโบรไมด์โฟเบีย

เครดิตภาพคุณ Tom Quick

ทีนี้มาว่ากันในประเด็นเรื่องที่เกิดมี เมทิลโบรไมด์ตกค้างในข้าว เราจะทำไง มันอันตรายมากไหม ถึงชีวิตไหม เปิดถุงมาเราจะตายไหม หรือเอามาหุงข้าวแล้วจะฆาตกรรมหมู่ครอบครัวไหม เปิดมาแล้วทำไมเหม็น

เหตุผลที่เหม็น เหตุผล ข้อแรก ก็น่าจะเป็นการใช้ฟอสฟีน (Phosphine, H3P) เพราะกลิ่นฟอสฟีนคล้ายกลิ่นปลาเน่า ส่วนเมทิลโบรไมด์ ปกติไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ถ้าไม่ใช่เพราะเกิดปัจจัยไม่บริสุทธิ์จนมีกลิ่น ก็คงจงใจให้มีกลิ่น (อาจจะเป็นเหตุผลแบบเดียวกับการใช้เตาแกสในบ้านเรา คือ พวกนี้จริงๆไม่มีสี ไม่มีกลิ่นมากพอที่จะทำให้คนที่ใช้สารตัวนี้ทันรู้ตัวว่ามีสารเมทิลโบรไมด์ อยู่ ก็เป็นกฏหมายบังคับให้ใส่กลิ่นให้รู้ตัวทันท่วงที โดยเฉพาะคนที่ทำหน้าที่รมควัน ถ้าไม่มีกลิ่นเป็นที่สังเกตให้ทันรู้ตัวโดยไว้ มีโอกาสที่จะพลาดได้รับสารเมทิลโบรไมด์ โดยไม่ทันตั้งตัว)

ดังนั้นสรุปข้อสังเกตง่ายๆ ข้อแรก คือ เรื่องกลิ่น เพราะกลิ่นสารตกค้างมันต่างจากกลิ่นข้าวปกติ กลิ่นนี้เป็นตัวสังเกตง่ายๆตัวแรก และถ้ามันตกค้างในถงที่บรรจุข้าวออกไปไหนไม่ได้ เราก็จะได้กลิ่น และรู้ว่ามันมีเมทิลโบรไมด์ มีฟอสฟีน อยู่นะ อย่าเพิ่งกิน อย่าเพิ่งใช้ จัดการมันให้เสร็จก่อน

แล้วกินได้ไหม ถ้าเอามากินใส่ปากเลยตอนนั้นก็คงกินไม่ได้ละครับ แต่ว่าปกติแล้วก่อนกิน ถ้าเรารู้คุณสมบัติหลักของสารเมทิลโบรไมด์ และฟอสฟีน ที่มันระเหิดง่าย ก็แค่เอาข้าวมาเกลี่ยตากแดดจัดๆ ให้มันระเหิด ถ้ามีเวลา หรือจะเปิดถุงข้าวมาใส่กาละมัง หรือถาดในที่อากาศโปร่งถ่ายเทสะดวกในอุณหภูมิห้อง พัดลมเป่าๆ ทิ้งไว้สักหน่อยให้มันระเหิด ในที่อากาศโปร่งถ่ายเทนอกบ้าน  ก่อนจะทานข้าวก็ค่อยเอาข้าวมาแช่น้ำแล้วซาวน้ำทิ้ง  เมทิลโบรไมด์ ก็จะละลายตามน้ำไปแล้ว

สารเคมี ถ้าเรารู้จักคุณสมบัติของมัน และวิธีแก้ มันก็คือการใช้อย่างมีความรู้ การมีความรู้ในการจัดการข้าวที่ถูกต้องก็เป็นเรื่องสำคัญของปากท้องของเราและครอบครัว

สรุปง่ายๆ ว่า เมทิลโบรไมด์ จัดการได้ถ้ามีความรู้ในการจัดการ ต่อให้มันตกค้างมาจากในถุงจากโรงสีเราพอจะจัดการได้ในระดับที่เราเอามาทานได้ปลอดภัยสำหรับเราและครอบครัว ไม่ใช่อยู่กับความไม่รู้ และความกลัวสารเคมี กลายเป็น เมทิลโบรไมด์โฟเบีย ซึ่งอาจจะต้องกำจัดเมทิลโบรไมด์ทั้งประเทศออกไปเพื่อจะได้หายจากความกลัว ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้วมันเป็นไปไม่ได้ นอกจากว่าเราจะทำให้เรามีความรู้ในการรับมือกับเมทิลโบรไมด์ และจัดการมันได้ในฐานะที่มีความรู้ในการจัดการที่ถูกต้อง

ปล.1 แทคติกง่ายๆ ครับ ตรวจง่ายทำได้เองทุกคน อันดับแรก คือ กลิ่น เปิดถุงมาถ้าได้กลิ่น (ก็อย่าถึงขนาดเอาจมูกไปซูกถุงสูดกลิ่นนะครับ อันนั้นก็ไม่ควร เปิดแล้วพอมีกลิ่นออกมากก็พอรู้แล้วนะ)
#ถึงขั้นตอนนี้ ใครคาใจอยากเอาแบบชัวร์ละเอียดว่ามันมีค่ามากน้อยเท่าไหร่ก็มีขั้นตอนวิทยาศาสตร์ ก็ส่งทดสอบเถอะครับ 

หลักการจัดการต่อมาง่ายๆ ก็จัดการให้เมทิลโบรไมด์ มันระเหิดไปซะ ถ้าจัดการให้มันระเหิดไปได้หมด ไม่มีกลิ่น แล้วก็ค่อยเอามาใช้บริโภค ถ้ากลัวมาก ควรเอาไปเกลี่ยๆ ตากแดด แดดจัดๆ สัก ชม.ในที่โปร่ง เมทิลโบรไมด์ ที่มีจุดเดือดแค่ 3.54 C มันจะซึมซับในอณูไหนไม่ระเหิดไปในสภาวะที่อุณหภูมิสูงกว่าจุดระเหิดในระยะเวลาที่กำหนด ก็แปลว่ามันไม่ใช่เมทิลโบรไมด์ แล้วล่ะ (อันนั้นไว่ค่อยยกประเด็นกันต่อนะครับ..)

ปล. 2 จากข่าวการตรวจสอบของ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สุ่มตรวจข้าวถุง 46 ยี่ห้อ ในจำนวนนี้ 12 ยี่ห้อไร้สารตกค้าง ส่วนอีก 34 ยี่ห้อพบสารเมทิลโบรไมด์ ระหว่าง 0.9-67.4 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

สรุปว่าจากการตรวจสอบของ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค  ที่เป็นกลาง  มี 1 ยี่ห้อ ที่พบการปนเปื้อนสูงถึง 67.4 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ พูดกันตรงๆ ง่ายๆ ว่ามีที่ไม่ได้ทำตามขั้นตอนทั้งหมดก่อนจัดส่ง มีการรมควันสารเมทิลโบรไมด์หลังจากบรรจุถุงแล้ว และไม่ได้ปล่อยให้สารในถุงระเหยจนค่า ppm ต่ำ ก่อนจัดส่งไปจุดจำหน่าย ซึ่งยี่ห้อนั้นก็เป็นที่รู้จักกันดีแล้ว ที่จริงก็น่าจะชัดเจนในระดับหนึ่ง บริษัทไหนทำตัวแย่ มักง่ายก็ว่ากันไปตามเนื้อผ้า ทาง อย.สุ่มตรวจเจอเกินก็จัดการไปตามเนื้อผ้า ส่วนเราก็อย่าตื่นตระหนกเป็น Methyl Bromide Phobia เมทิลโบรไมด์โฟเบีย โดยปราศจากความรู้กันเลยครับ

ปล.ใครมีความรู้ขยายความเพิ่มเติม หรือต้องการให้ข้อมูลเพิ่มเติมก็บอกได้นะครับ ขอให้เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์กับส่วนรวม ร่วมด้วยช่วยกันทำความเข้าใจกัน